ข้อสังเกตอารมณ์ในฌานระดับต่างๆ

      ในการฝึกปฏิบัติหัวใจสำคัญคือ อยากให้ทุกท่านอย่าใจร้อน อย่าเร่งรีบการฝึกสมาธิ และการฝึกฌาน นั้นไม่สามารถข้ามขั้นตอนได้ ไม่สามารถที่จะเรียนลัดได้ ต้องฝึกฝนอย่างจริงจังและต่อเนื่องจึงจะเป็นผลสำเร็จ

      การฝึกนั้นต้องพัฒนาระดับของจิต และ “ ระดับของสมาธิเป็นขั้นเป็นตอนทีละขั้นเท่านั้น ” การฝึกนั้นจะต้องปูพื้นฐานให้แน่น แล้วจึงข้ามไปขั้นต่อๆไป หากพื้นฐานไม่แน่นและไม่ทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันสิ่งที่ทำมา ก็จะหายไปและต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด

      ฉะนั้น ต้องไม่ใจร้อนและไม่เร่งรีบ ค่อยๆปฏิบัติเก็บสะสมอารมณ์ความรู้สึกไปเรื่อยๆซ้ำๆ จนจิต มีความคล่อง ในการเข้าสมาธิเข้าฌานและออกจากฌานได้อย่างรวดเร็ว

      อารมณ์ของ “ฌาน” แต่ละระดับมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ปฏิบัติที่จะต้องเรียนรู้และจดจำอารมณ์ต่างๆเพื่อให้การปฏิบัติเข้าออกฌานในแต่ละระดับ มีความชำนาญรวดเร็วขึ้น

   “อารมณ์ใน ปฐมฌาน” (ฌาน 1)
คือ เรายังเพ่งอารมณ์อยู่ โดยไม่รำคาญ หูยังได้ยินเสียงภายนอกทุกอย่าง แต่ว่าอารมณ์ในการเพ่ง แน่วแน่ไม่ คลาดเคลื่อน ไม่รำคาญในเสียง รอบตัว และยังรับรู้ถึงอารมณ์ ทั้ง 5 คือ

      วิตก นึกคิดถึงคำภาวนาว่ามีอยู่ และ รู้ว่าลมผ่านเข้าออกมีอยู่

      วิจาร นึกถึงคำภาวนาว่าถูกต้อง ลมเข้าออก สั้นรู้ ยาวรู้ เบา แรง

      ปีติ ความเอิบอิ่มใจ มีความชุ่มชื่นเบิกบานใจปกติ ไม่อึดอัด

      สุข มีความสุขสันต์ทางกายและจิตใจ เป็นความสุข อย่างประณีต

      เอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือ ทรงวิตก วิจาร ปีติ สุข ไว้ได้โดยไม่มีอารมณ์ อื่นเข้ามาแทรกแซง

      “อารมณ์ใน ทุติยฌาน” (ฌาน 2)
อารมณ์ทุติยฌานนี้ ก็ตัดเอามาจากอารมณ์ปฐมฌานนั่นเอง ท่านฝึกสมาธิ เข้าถึงฌาน 2 นี้ จะสามารถตัดอารมณ์วิตก วิจารณ์ อันเป็นอารมณ์ของ ปฐมฌานได้ คงเหลือแต่ปิติสุขเอกัคคตา

      ปีติ ความเอิบอิ่มใจ มีความชุ่มชื่นเบิกบานใจปกติ ไม่อึดอัด

      สุข มีความสุขสันต์ทางกายและจิตใจ เป็นความสุข อย่างประณีต

      เอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือ ทรงวิตก วิจาร ปิติ สุข ไว้ได้โดยไม่มีอารมณ์ อื่นเข้ามาแทรกแซง

       เมื่อถึงฌาน 2 จิตจะหยุดภาวนาเอาเฉยๆ มีอารมณ์นิ่งดิ่งสบายกว่าขณะที่ภาวนามาก รู้สึกถึงลมหายใจอ่อนลง หูได้ยินเสียงภายนอกแต่เบาลงกว่าเดิม จิตไม่สนใจกับอะไร มีอารมณ์เงียบสงัดดิ่งอยู่ อารมณ์จิตโปร่งแจ่มใส

       อาการที่จิตสงัดปล่อยคำภาวนา ไม่ภาวนานี้เรียกว่า เป็นการละวิตกวิจาร ละด้วยอารมณ์ ปฐมฌาน เข้าถึงสมาธิระดับ ฌาน ๒ ได้แล้วนั่นเอง

      “อารมณ์ใน ตติยฌาน” (ฌาน 3)
การเข้าถึงอารมณ์ฌานที่ 3 นี้ จะมีการเพ่งอารมณ์ แค่ 2 ลักษณะคือ สุข และ เอกัคคตา อาการปิติ ต่างๆ จะหายไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ขนลุกต่างๆ น้ำตา ตัวโยกเอน บางท่านอาจรู้สึกร่างกาย ตั้งตรงเหมือนมีอะไรมายึดไว้ นิ่งไม่ไหวติง เหมือนแขนขาหายไป กายหายไป อารมณ์แน่วแน่มั่นคงและเหลือการเพ่งอารมณ์อยู่ ดังนี้

      สุข ความสุขที่ปราศจากปีติ คือความสุขทางจิตโดยเฉพาะ ไม่มีความสุข ทางกาย

      เอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ที่ไม่มีอารมณ์ห่วงใยในกาย เป็นอาการที่สงัด จากกาย

      ฌานที่ 3 นี้ลมหายใจยังปรากฏ แต่ก็รู้สึกเบาเต็มที่มีอาการคล้ายจะไม่หายใจ แต่ก็พอรู้สึกน้อยๆว่าหายใจ จิตสงัดไม่มีการหวั่นไหว ไม่มืดมีความสุขสบายในอารมณ์ จิตแนนบแน่นในสมาธิมาก

      “อารมณ์ใน จตุตถฌาน” (ฌาน 4)
สำหรับฌานที่ 4 นี้ จะเหลือเพียงอารมณ์ เอกัคคตา และ อุเบกขา คือสามารถตัดสุขได้ ไม่รับการสัมผัสทางจิตใจ ไม่มีความรู้สึกใดๆทางกายอีก ไม่ว่าจะเป็น จากเสียง หรือสัมผัส เหลือ แต่เอกัคคตา และ อุเบกขา

      เอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่ง จิตไม่รับสัมผัส

      อุเบกขา ความวางเฉย ไม่เอนเอียง ไม่สุข ไม่ทุกข์ใดๆ

      เมื่อถึง ฌาน 4 จะไม่ปรากฏลมหายใจ เรียกว่า “ ลมหายใจดับ หรือลมหายใจละเอียด” จนไม่มีความรู้สึกว่าหายใจ มีความสว่างไสวในจิต แสงสุขสว่างแต่ไม่แสบตา เหลือแต่ดวงจิตลอยเด่นอยู่

      มีอารมณ์เงียบสงัด ไม่ได้ยินเสียง ดับสุข ดับทุกข์ ทางกายจนหมดสิ้น ฌาน 4 นี้กายกับจิตแยกกันโดยเด็ดขาดจริงๆ เมื่อถึงตรงนี้ ท่านจะรู้ว่าจิตเป็นแบบนี้นี่เอง… แยกออกจากกาย แบบนี้นี่เอง…